ชีวิตรัก คุณหลวงศักดิ์-อำแดงศรี

ชีวิตรัก คุณหลวงศักดิ์-อำแดงศรี บทที่ 1 คุณหลวงอายุ 16

บทที่ ๑

คุณหลวงอายุ ๑๖

                ข้าชื่อศักดิ์ ลูกขุนแสง หัวหน้าชุมชนชาวบ้านจอมบึง เมืองราชบุรี หน้าหนาวปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ ข้าเพิ่งอกหักจากลูกสาวขุนนางเก่าที่มาพำนักอยู่ ณ บ้านโป่ง นางเดียดฉันท์ข้าว่าเปนชายไทยแต่ผิวขาว ฟันขาวราวพวกฝรั่งหนังตกกระตาน้ำข้าว ข้าเสียใจหนัก อยู่เรือนไม่ติด จึงฉวยหน้าไม้ของพ่อข้าที่แขวนอยู่ข้างฝากับมีดพร้าติดมือมุ่งหน้าเข้าป่า ไม่อยากเห็นหน้าใครๆ  สักพัก

                เรื่องเข้าป่าล่าสัตว์นั้นข้าเคยตามพ่อตามลุงเข้าป่ามาแล้วหลายครั้ง แต่นี่เปนครั้งแรกที่ข้าเข้าป่าคนเดียว แน่ละ พ่อข้าไม่รู้ แม่ข้าไม่เห็น จึ่งไม่มีใครห้ามข้า หลังจากเข้าป่าลึกชมนกชมไม้แลตกใจเสียงเสือคำรามจนนอนไม่หลับอยู่ ๓ วัน ๓ คืน ข้าก็ลืมเรื่องอกหักไปได้อักโข เริ่มอยากกลับบ้านเต็มที เพราะเพลียอันเนื่องมาจากนอนไม่ค่อยเต็มตา กินไม่ค่อยเต็มอิ่ม จะว่าไปแล้วข้าก็ไม่ได้เข้าป่าลึกเท่าใด แค่เดินเล่นอยู่แถวชายป่าเชิงเขา อาศัยเดินตามแนวด่านช้างเปนหลักเพื่อกันหลงป่า แต่นั่นเปนสาเหตุที่ทำให้ข้ายังกลับบ้านไม่ได้ เพราะช้างป่าโขลงหนึ่งขวางทางอยู่ จึ่งต้องนั่งรอนอนรอไปก่อน  จะหลบไปทางอื่นก็ไม่มีทางไป นอกจากทางช่องเขาคะเยอที่อันตรายจนพ่อกับลุงสั่งนักสั่งหนาว่าอย่าไปเด็ดขาด ดังนั้นข้าจึ่งต้องนอนฟังเสียงช้างหักไม้ดังโผงผางต่อไปจนเบื่อ ชั่วขณะหนึ่งข้าก็คิดถึงเรื่องอกหักขึ้นมาอีก ข้าเพิ่งรู้ว่าความเศร้าเสียใจจากการอกหักนั้นมันทำให้คนตายได้อย่างนี้นี่เอง ดีที่ข้าไม่ได้ฆ่าตัวตายให้พ่อแม่ต้องอายชาวบ้าน ว่าแต่ถ้าข้าจะฆ่าตัวตาย ข้าจะตายด้วยวิธีไหนกันเล่า เมื่อคิดถึงตอนนี้ ข้าจึ่งลองหยิบพร้ามาจ่อคอตัวเองดูเล่นๆ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังโหวกเหวกมาทางด้านหลัง

                ข้าหันไปดู เห็นเปนพม่ากลุ่มหนึ่งราวสิบคน พวกมันมากันเงียบจนเกือบถึงตัวข้าก็ยังไม่รู้สึกตัว คนหนึ่งมากระชากมีดพร้าไปจากมือข้า แลเอ่ยถามข้าด้วยภาษาไทยว่าเปนใคร ข้าเห็นท่าไม่ดี เลยโกหกไปว่าเปนชาวบ้านย่านนี้ อกหักเลยอยากมาฆ่าตัวตายในป่า แล้วพวกท่านจะไปไหนกัน  พวกพม่าได้ยินก็หัวร่อ แล้วบอกว่าพวกมันเป็นทหารลาดตระเวน  จะยกทัพมาตีเมืองราชบุรี แล้วจะยึดเมืองต่างๆ ไปจนถึงกรุงเทพฯ เพราะได้ข่าวว่ากรุงเทพฯ ยกกองทัพไปตีเชียงตุง คงเหลือกำลังป้องกันเมืองไม่มากนัก ตอนแรกข้าไม่เชื่อ นึกว่าพวกนั้นพูดปดเล่น แต่ไม่นานก็เห็นมีทหารพม่าตามมาสมทบอีกมากมาย อีกทั้งทัพช้างทัพม้ารวมแล้วน่าจะมีกำลังหลายพันคน ข้าวิตกอยู่ในใจ ดูท่าว่าจะต้องมาตายในครานี้ อีกทั้งนึกเปนห่วงไปถึงคนในหมู่บ้าน บัดนั้นเองข้าก็คิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้  จึ่งรีบบอกกับพวกทหารลาดตระเวนว่าหากเดินทัพไปตามเส้นทางด่านช้างในตอนนี้มีหวังโดนช้างป่าถล่มแน่ ดั่งนี้ควรเปลี่ยนไปทางโน้นดีกว่า แล้วข้าก็ชี้มือไปทางช่องเขาคะเยอ พวกทหารลาดตระเวนเงี่ยหูฟังเสียงช้างป่าที่อยู่ไกลๆ แล้วถามข้าว่าเหตุใดจึงช่วยเหลือศัตรู ข้าอ้างว่ากำลังเคืองแค้นสาวเมืองบ้านโป่งที่ไม่รักข้า เลยอยากให้ทัพพม่าไปยึดแลถล่มบ้านโป่งให้ราบคาบเป็นการแก้แค้น

                พวกทหารลาดตระเวนหยิบแผนที่มาดูแล้วปรึกษากันสักครู่ แลคนที่เป็นหัวหน้าก็เข้าไปรายงานให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายฟัง จากนั้นทัพพม่าก็เปลี่ยนทาง มุ่งหน้าไปยังช่องเขาคะเยอแทน ทหารลาดตระเวนคนหนึ่งบอกข้าก่อนไปว่าตอนแรกจะฆ่าข้าทิ้งเพื่อปิดปาก แต่แม่ทัพเห็นสภาพของข้าทุเรศอุจาดนัยน์ตาเต็มทน แลข้ายังไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะอกหักอีกด้วย จึงไม่คิดฆ่าให้เสียแรง ว่าแล้วก็โยนมีดพร้าคืนให้

                นานเกือบชั่วโมงกว่าทหารพม่าคนสุดท้ายจะลับสายตาไป ข้านึกขอบคุณเทวาฟ้าดินเจ้าป่าเจ้าเขาอยู่ในใจที่ช่วยให้รอดชีวิตมาได้ อีกทั้งช้างป่าโขลงนั้นด้วย ขณะนั้นเสียงช้างป่าก็เงียบหายไปแล้ว ข้าจึ่งไม่รอช้า รีบเผ่นสุดชีวิตมุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อไปแจ้งพ่อข้าเรื่องทัพพม่าให้ทราบ

                หลังจากพ่อข้าทราบเรื่อง ก็เอ่ยชมที่ข้าหลอกให้ทัพพม่าเดินไปทางช่องเขาคะเยอได้ เพราะเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางวิปโยคโดยแท้ บนพื้นดินอุดมไปด้วยต้นกะลังตังช้างที่แม้แต่ช้างยังขยาดไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวพิษร้ายของมัน ด้านบนยังมีเถาหมามุ่ยที่รกครึ้มปกคลุมบริเวณกว้างขวางยาวไกลเนื่องจากหน้าฝนเพิ่งผ่านไปไม่นาน กะลังตังช้างกำลังแตกพุ่มแตกใบเชียวชอุ่มแลหมามุ่ยก็กำลังออกฝักสะพรั่ง  ทัพพม่าที่ไม่คุ้นเส้นทางคงโกลาหลกันเปนพิเศษ

                หลังจากพ่อข้าทราบเรื่อง ก็เอ่ยชมที่ข้าหลอกให้ทัพพม่าเดินไปทางช่องเขาคะเยอได้ เพราะเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางวิปโยคโดยแท้ บนพื้นดินอุดมไปด้วยต้นกะลังตังช้างที่แม้แต่ช้างยังขยาดไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวพิษร้ายของมัน ด้านบนยังมีเถาหมามุ่ยที่รกครึ้มปกคลุมบริเวณกว้างขวางยาวไกลเนื่องจากหน้าฝนเพิ่งผ่านไปไม่นาน กะลังตังช้างกำลังแตกพุ่มแตกใบเชียวชอุ่มแลหมามุ่ยก็กำลังออกฝักสะพรั่ง  ทัพพม่าที่ไม่คุ้นเส้นทางคงโกลาหลกันเปนพิเศษ

                แลก็เปนดั่งที่พ่อข้ากล่าว เมื่อพ่อข้ารวบรวมชาวบ้านได้หลายร้อยคน ชวนกันไปสังเกตการณ์ที่ช่องเขาคะเยอในภายหลัง ก็พบร่องรอยความสูญเสียอย่างหนักของกองทัพพม่า ลางส่วนล้มตาย ลางส่วนนอนร้องครางโอดโอยน่าเวทนา ที่เหลือได้ความว่าถอยกลับพม่าไปอย่างทุลักทุเล ซากคน สัตว์ สิ่งของกระจัดกระจายเต็มป่า น่าอนาถใจนัก

                วีรกรรมของข้าในการทำลายกองทัพพม่าแบบพิสดารนี้เปนที่กล่าวขวัญไปทั่ว แลไม่นานต่อมาก็มีขุนนางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาแจ้งให้ทราบว่าข้าได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปน “หลวงศักดิ์สยบศึกกระเจิงไพร” พร้อมกับข้าวของพระราชทานเป็นรางวัลอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นข้าเพิ่งอายุ ๑๖ ปีเท่านั้น แลมิได้รับราชการตำแหน่งใด จวบจนสองปีต่อมาจึ่งมีขุนนางผู้ใหญ่ที่มิอาจเอ่ยนามได้มาชักชวนให้ข้าไปรับราชการทำงานช่วยเหลือบ้านเมืองที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งข้าอายุได้ ๒๕ ปีจึ่งได้รับพระราชทานที่ดินแถวบ้านท่าแร้ง บางเขน ข้าจึ่งไปสร้างบ้านเรือนแลได้เจอกับอำแดงศรีที่นั่น ซึ่งไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง… 

คุณหลวงศักดิ์ อำแดงศรี